จะยื่นกู้ต้องรู้! ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายคิดอย่างไร? เช็กอัตราและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ
ดอกเบี้ยเงินกู้เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายสำคัญที่ผู้ขอสินเชื่อควรทำความเข้าใจ เพราะนอกจากเงินต้นที่ต้องชำระคืนแล้ว ผู้ขอสินเชื่อยังมีหน้าที่ชำระภาระดอกเบี้ยตามอัตราและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามประเภทสินเชื่อและผู้ให้บริการ
หลายคนอาจเคยได้ยินว่ากฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 15% ต่อปี แต่ในความเป็นจริง อัตราดังกล่าวไม่ได้ใช้กับสินเชื่อทุกประเภท บทความนี้ เงินให้ใจ จะพามาทำความเข้าใจว่าดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร และดอกเบี้ยสูงสุดตามกฎหมายมีอัตราอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อช่วยให้คุณเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยถูกกฎหมาย และเลือกสินเชื่อได้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนมากที่สุดครับ
ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร
ดอกเบี้ยเงินกูู้ คือ ผลตอบแทนที่ผู้ให้กู้เรียกเก็บจากผู้ขอกู้สำหรับการให้กู้ยืมเงิน โดยทั่วไปจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นร้อยละต่อปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทสินเชื่อและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มี 2 แบบ
- ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ซึ่งกำหนดอัตราไว้ตลอดระยะเวลาหรือช่วงเวลาที่ระบุ
- ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงและเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้เงิน ควรทำความเข้าใจทั้งอัตราดอกเบี้ย วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้และเงื่อนไขการชำระคืน เพื่อประเมินภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของสัญญา
แต่การเห็นตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ เพราะจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องชำระและต้นทุนรวมของการกู้ยืมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่
- อัตราดอกเบี้ย : อัตราร้อยละที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญา
- จำนวนเงินต้น : จำนวนเงินที่นำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ย
- ระยะเวลาที่คิดดอกเบี้ย : ระยะเวลาที่นำมาใช้คำนวณดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญา
- วิธีคำนวณดอกเบี้ย : เช่น แบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) ซึ่งคำนวณจากเงินต้นเริ่มแรก หรือแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งคำนวณจากเงินต้นคงเหลือ
- ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น : ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นตามประเภทสินเชื่อและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนรวมของการกู้ยืม
ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย คิดได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี?
การกำหนด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย มีหลักเกณฑ์แตกต่างกันตามลักษณะการกู้ยืม โดยการกู้ยืมเงินทั่วไปที่อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดเพดานดอกเบี้ยไว้ที่ 15% ต่อปี หรือเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายที่ 1.25% ต่อเดือน เมื่อคำนวณโดยนำอัตรารายปีมาหารด้วย 12 เดือน
ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย คิดได้ไม่เกิน 15%
ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 กำหนดให้การกู้ยืมเงินทั่วไปที่อยู่ภายใต้บทบัญญัตินี้ จึงไม่สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี
สูตรคำนวณดอกเบี้ย
ดอกเบี้ย = เงินต้น × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × ระยะเวลากู้ (ปี)
ตัวอย่างเช่น
หากมีการกู้ยืมเงินทั่วไปจำนวน 100,000 บาท โดยตกลงคิดดอกเบี้ย 15% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี และไม่มีการชำระคืนเงินต้นระหว่างปี จะสามารถคำนวณดอกเบี้ยได้ดังนี้
ดอกเบี้ย = 100,000 × 15% × 1
ดอกเบี้ยรวม = 15,000 บาท
ดังนั้น เมื่อครบกำหนด 1 ปี ผู้กู้จะต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 115,000 บาท
สินเชื่อจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต
สำหรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อัตราดอกเบี้ยสูงสุดอาจแตกต่างจากเงินกู้ทั่วไปที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15% ต่อปี เนื่องจากสินเชื่อแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน
โดยมีเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไว้ดังนี้
- สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ : กำหนดเพดานดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์รวมกันไม่เกิน 25% ต่อปี (Effective Rate)
- สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน : กำหนดเพดานดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์รวมกันไม่เกิน 24% ต่อปี (Effective Rate)
ถึงแม้อัตราดังกล่าวเป็นเพดานสูงสุดตามหลักเกณฑ์ของสินเชื่อที่ระบุ ไม่ได้หมายความว่าผู้ให้บริการทุกรายจะเรียกเก็บในอัตราสูงสุด ดังนั้น ก่อนตัดสินใจกู้เงิน ควรตรวจสอบประเภทสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบต้นทุนการกู้ยืมได้อย่างเหมาะสมครับ

6 ข้อน่ารู้ ก่อนยื่นกู้ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?
แม้ว่าผู้ให้บริการสินเชื่อจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ภายใต้เพดานที่กฎหมายอนุญาต แต่ไม่ได้หมายความว่าสินเชื่อนั้นจะเหมาะสมกับผู้กู้ทุกคน เพราะนอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่าย ทั้งจำนวนเงินต้น ระยะเวลาผ่อนชำระ ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขในสัญญา
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อ ผู้กู้ควรศึกษารายละเอียดและเปรียบเทียบข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อให้สามารถวางแผนชำระคืนได้อย่างเหมาะสม โดยมีสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบดังนี้
1. ตรวจสอบประเภทสินเชื่อและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ
เริ่มจากพิจารณาว่าสินเชื่อที่สนใจเป็นสินเชื่อประเภทใด มีวัตถุประสงค์การใช้งานและเงื่อนไขอย่างไร เพราะสินเชื่อแต่ละประเภทอาจมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่ต้องได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์ https://app.bot.or.th/botlicensecheck ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อยืนยันสถานะการได้รับอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนตามข้อมูลที่แสดงในระบบ
2. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและวิธีคำนวณ
ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยว่าเป็นแบบคงที่ (Fixed Rate) หรือแบบลอยตัว (Floating Rate) รวมถึงใช้วิธีคำนวณดอกเบี้ยแบบใด เช่น แบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) หรือแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
3. ตรวจสอบค่างวด ระยะเวลาผ่อนชำระ และยอดชำระรวม
ก่อนทำสัญญาสินเชื่อควรสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่อนชำระให้ครบถ้วน เพราะแม้สินเชื่อบางประเภทจะมีค่างวดรายเดือนใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาผ่อนชำระและดอกเบี้ยรวมอาจแตกต่างกันได้ โดยข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ยอดผ่อนชำระต่องวด : จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนหรือแต่ละงวด
- ระยะเวลาผ่อนชำระ : จำนวนงวดทั้งหมดที่ต้องชำระจนสิ้นสุดสัญญา
- ยอดดอกเบี้ยรวม : จำนวนดอกเบี้ยที่คาดว่าจะต้องชำระตลอดระยะเวลาของสัญญา ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ยอดชำระรวม : จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องชำระคืน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากมี
4. อ่านรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น
นอกจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว ผู้ขอสินเชื่อควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสินเชื่อ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้รวมอยู่ในอัตราดอกเบี้ยที่แสดง เช่น
- ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อ : ตรวจสอบว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดบ้าง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหลักประกัน : สำหรับสินเชื่อบางประเภท อาจมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการด้านหลักประกัน
- ค่าติดตามทวงถามหนี้ : ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ขอกู้มีหนี้ค้างชำระ โดยการเรียกเก็บต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
- ค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญา : ตรวจสอบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีใดบ้าง และผู้ให้บริการแจ้งรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
5. ทำความเข้าใจเงื่อนไขกรณีชำระล่าช้าหรือปิดหนี้ก่อนกำหนด
อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ เงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อภาระหนี้ในอนาคต โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระค่างวดได้ตามกำหนด หรือมีความประสงค์จะชำระหนี้ทั้งหมดก่อนสิ้นสุดสัญญา โดยประเด็นที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- การชำระหนี้ล่าช้า : ตรวจสอบวันครบกำหนดชำระและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเมื่อชำระไม่ตรงเวลา
- การคิดดอกเบี้ยผิดนัด : ศึกษาวิธีคำนวณและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
- การปิดหนี้ก่อนกำหนด : ตรวจสอบสิทธิในการชำระหนี้ก่อนครบสัญญา รวมถึงค่าธรรมเนียมหรือข้อยกเว้นที่อาจเกี่ยวข้องกับสินเชื่อแต่ละประเภท
6. ประเมินความสามารถในการชำระคืน
ก่อนตัดสินใจยื่นกู้ ควรประเมินสถานะทางการเงินของตนเองอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถชำระค่างวดได้ตามกำหนด โดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน
ข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
- รายได้ต่อเดือน : ทั้งรายได้ประจำและรายได้เสริมที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอ
- ค่าใช้จ่ายจำเป็น : เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย และค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว
- ภาระหนี้เดิม : ค่างวดสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต หรือสินเชื่อประเภทอื่นที่ต้องชำระอยู่
- ภาระสินเชื่อใหม่ : จำนวนเงินที่ต้องผ่อนเพิ่มในแต่ละเดือนหากได้รับอนุมัติสินเชื่อ
- เงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน : เงินที่จัดเตรียมไว้รองรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดหรือกรณีรายได้ลดลง
สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาจพิจารณารายได้ย้อนหลังหลายเดือนร่วมกับช่วงที่มีรายได้ลดลง เพื่อประเมินความสามารถในการผ่อนชำระได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น

เงินให้ใจขอตอบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ (FAQ)
Q: ถ้าปิดหนี้ก่อนกำหนด จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้
A: การปิดหนี้ก่อนกำหนดอาจช่วยประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยเฉพาะสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เพราะเมื่อชำระเงินต้นคืนทั้งหมดแล้ว จะไม่มีดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือเกิดขึ้นหลังวันปิดบัญชี
อย่างไรก็ตาม จำนวนดอกเบี้ยที่จะประหยัดได้ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ วิธีคำนวณดอกเบี้ย และเงื่อนไขของสัญญา ดังนั้น ก่อนปิดหนี้ควรสอบถามยอดชำระทั้งหมด และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องจากผู้ให้บริการให้ชัดเจน
Q: ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากัน แต่ยอดผ่อนต่อเดือนไม่เท่ากัน?
A: เพราะยอดผ่อนชำระต่อเดือนไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ยัง ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่กู้และระยะเวลาผ่อนชำระ ด้วย
Q: ถ้าจ่ายค่างวดไม่ครบ จะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มไหม?
A: หากชำระค่างวดไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด อาจทำให้มียอดหนี้ค้างชำระและเกิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มเติมได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญาและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากไม่สามารถชำระค่างวดได้ครบ ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อสอบถามยอดค้างชำระ ดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการชำระหนี้ที่เหมาะสม
สรุป
เรียกได้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันตามประเภทสินเชื่อ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย วิธีคำนวณ ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการชำระคืนให้ครบถ้วน ก่อนตัดสินใจขอกู้สินเชื่อเมื่อจำเป็น เพื่อให้สามารถเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมกับความจำเป็นและความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเข้าถึงสินเชื่อรถแลกเงินถูกกฎหมาย เงินให้ใจ เป็นผู้ให้บริการที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการให้บริการ พร้อมพัฒนาช่องทางการเข้าถึงข้อมูลสินเชื่อที่สะดวกและปลอดภัย ให้ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อได้อย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเงินให้ใจ
สำหรับใครที่ต้องการขอสินเชื่อ สินเชื่อรถแลกเงินเป็นหนึ่งในคำตอบและวิธีการที่ดีของคุณ โดยบริษัท เงินให้ใจ จำกัด เป็นบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งปัจจุบันลูกค้าสามารถขอใช้บริการได้ที่ ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คำนวณวงเงินสินเชื่อและสมัครสินเชื่อได้ทันทีที่ https://www.ngernhaijai.com/
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี สินเชื่อจำนำเล่มทะเบียนรถ แบ่งเป็นกรณีบุคคลธรรมดา 12.82% - 24.00% และกรณีนิติบุคคล 9.50% - 15.00% และ สินเชื่อโอนเล่มทะเบียนรถ แบ่งเป็นกรณีบุคคลธรรมดามีวัตถุประสงค์ใช้รถเพื่อการส่วนตัว 6.08% - 15.00% และกรณีบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ใช้รถเพื่อการพาณิชย์ 6.08% - 26.62%
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.ngernhaijai.com/
Line : https://เงินให้ใจ.com/FL3ZAr
เงินให้ใจ โทร : 02 078 8899
เงินให้ใจ | รถแลกเงิน วิ่งสู่ทุกโอกาส รู้ผลอนุมัติไว
บริการสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อรถแลกเงินจากเงินให้ใจ สำหรับคนที่ต้องการสินเชื่อเงินด่วน แต่รถยังมีขับ รู้ผลอนุมัติไว ผ่อนสบาย รับรถหลายประเภท สมัครได้แล้ววันนี้
เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569
บทความอื่น ๆ
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร? สรุปวิธีคำนวณและทุกเรื่องที่ควรรู้
สรุปอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้บ่อย ทั้งค่าบริการ ค่าเช่า และค่าโฆษณา พร้อมวิธีคิดแบบง่าย ๆ และกำหนดส่งภาษีที่ไม่ควรพลาดในแต่ละเดือน
เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569
DSR คืออะไร? เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อ
DSR คืออะไร คำนวณยังไง? รู้จัก Debt Service Ratio หรืออัตราส่วนภาระผ่อนชำระต่อรายได้ พร้อมวิธีคำนวณ และวิธีลด DSR ก่อนยื่นขอสินเชื่อ
เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569
ไขข้อสงสัย! ผู้ค้ำประกันคือใคร ถ้าขอสินเชื่อไม่ต้องมีคนค้ำได้ไหม?
การค้ำประกัน คืออะไร ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่และความรับผิดอย่างไร เช็กคุณสมบัติ สิทธิตามกฎหมาย และทางเลือกขอสินเชื่อแบบไม่ค้ำ ไม่ต้องใช้สลิป
เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569