หัก ณ ที่จ่าย 1% 3% 5% ต่างกันยังไง หัก ณ ที่จ่าย 1% 3% 5% ต่างกันยังไง

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร? สรุปวิธีคำนวณและทุกเรื่องที่ควรรู้

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจ พนักงาน และคนทำงานอิสระต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจ่ายเงินหรือฝ่ายรับเงิน เพราะเกี่ยวข้องกับรายได้หลายประเภท ตั้งแต่เงินเดือน ค่าจ้าง ไปจนถึงค่าเช่า การเข้าใจหลักการหักและนำส่งภาษีให้ถูกต้อง จึงช่วยให้วางแผนการเงินและเตรียมยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น

บทความนี้ เงินให้ใจ สรุปครบเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตั้งแต่ความหมาย อัตราภาษี วิธีคำนวณ หนังสือรับรองการหักภาษี ไปจนถึงการส่งภาษีให้ทันกำหนด

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ ภาษีเงินได้ที่ผู้จ่ายเงินหักไว้ทันทีตอนจ่ายเงินให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน ภาษีส่วนนี้จึงเหมือนการชำระภาษีล่วงหน้า เมื่อถึงเวลายื่นภาษีเงินได้ประจำปี ผู้ถูกหักนำยอดที่ถูกหักไปแล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้

การหัก ณ ที่จ่ายเกี่ยวข้องกับคน 2 ฝ่าย ได้แก่

- ผู้จ่ายเงิน เช่น บริษัท ห้างร้าน หรือผู้ว่าจ้าง มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร และออกหนังสือรับรองให้ผู้รับเงิน

- ผู้รับเงิน เช่น พนักงาน ฟรีแลนซ์ เจ้าของพื้นที่ให้เช่า หรือบริษัทที่รับงาน จะได้รับเงินหลังหักภาษีแล้ว พร้อมหนังสือรับรองไว้เป็นหลักฐาน

การหักภาษี ณ ที่จ่ายเกิดขึ้นกับเงินได้หลายประเภท เช่น เงินเดือน ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า และค่าโฆษณา โดยแต่ละประเภทมีอัตราที่ต่างกัน

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีกี่อัตรา?

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทของเงินที่จ่าย อัตราที่พบบ่อยในการทำธุรกิจมี 4 อัตรา ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ดังนี้

- 1% ค่าขนส่ง

- 2% ค่าโฆษณา

- 3% ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่ารับเหมา และค่าวิชาชีพอิสระ เช่น ค่าบริการด้านกฎหมาย บัญชี หรือวิศวกรรม

- 5% ค่าเช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าอาคาร สำนักงาน หรือพื้นที่

ส่วนเงินเดือนของพนักงานไม่ได้ใช้อัตราคงที่ ผู้จ่ายจะคำนวณภาษีจากรายได้ทั้งปีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหักเฉลี่ยในแต่ละเดือน

อัตราพิเศษเมื่อจ่ายผ่าน e-Withholding Tax

e-Withholding Tax เป็นระบบที่กรมสรรพากรทำร่วมกับธนาคาร ให้ผู้จ่ายเงินโอนเงินและหักภาษีนำส่งได้ในขั้นตอนเดียว กิจการที่ต้องการใช้ต้องสมัครบริการกับธนาคารที่รองรับ

นอกจากความสะดวก ​​ภาครัฐยังมีมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ปกติเป็น 2%, 3% และ 5% ให้เหลือ 1% เมื่อจ่ายผ่านระบบนี้ มาตรการเดิมสิ้นสุดเมื่อ 31 ธันวาคม 2568 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายต่อ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ก่อนใช้สิทธิจึงควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสรรพากรหรือธนาคารที่ใช้บริการอีกครั้ง

วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบเข้าใจง่าย

การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้นำยอดเงินที่จ่ายคูณกับอัตราภาษีของเงินได้ประเภทนั้น เช่น จ้างออกแบบโลโก้ ค่าจ้าง 10,000 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างทำของที่หัก ณ ที่จ่าย 3% ผู้จ่ายเงินจะหักภาษีไว้ 300 บาท และโอนให้ผู้รับจ้าง 9,700 บาท

หากมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แยกแสดงไว้ในใบกำกับภาษี ให้คิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากยอดก่อน VAT เท่านั้น ไม่ต้องนำ VAT มารวมคำนวณ

วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบเข้าใจง่าย

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) คืออะไร?

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย คือ เอกสารที่ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้ถูกหักภาษี เพื่อยืนยันว่าได้หักภาษีไว้เท่าไหร่และนำส่งกรมสรรพากรแล้ว คนทั่วไปมักเรียกว่า "ใบ 50 ทวิ" ตามชื่อมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ในหนังสือรับรองจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น

- ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่ายเงินและผู้รับเงิน

- ประเภทเงินได้ วันที่จ่าย และจำนวนเงินที่จ่าย

- จำนวนภาษีที่หักไว้

โดยทั่วไป ผู้รับจ้างหรือผู้ให้เช่าจะได้รับหนังสือรับรองในวันที่ได้รับเงิน ส่วนพนักงานประจำมักได้รับปีละครั้งในช่วงต้นปีถัดไป

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายใช้ทำอะไร?

- ใช้ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี นำยอดภาษีที่ถูกหักไว้มาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ ถ้าถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนภาษีส่วนเกินได้

- ใช้เป็นหลักฐานรายได้ โดยเฉพาะอาชีพอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองช่วยแสดงที่มาของรายได้ได้ชัดเจน ใช้ประกอบกับรายการเดินบัญชีได้

จึงควรเก็บหนังสือรับรองทุกใบไว้ให้ครบ และตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้องตั้งแต่วันที่ได้รับ

ส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องทำอย่างไร ครบกำหนดเมื่อไหร่?

หลังหักภาษีไว้แล้ว ผู้จ่ายเงินต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กรมสรรพากรทุกเดือนที่มีการจ่ายเงิน โดยเลือกแบบยื่นตามประเภทผู้รับเงิน

- ภ.ง.ด.1 เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน

- ภ.ง.ด.3 จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของพื้นที่ให้เช่าที่เป็นบุคคล

- ภ.ง.ด.53 จ่ายให้นิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

กำหนดส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย

- ยื่นแบบกระดาษ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

- ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

กรณีจ่ายเงินผ่านระบบ e-Withholding Tax ธนาคารจะนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินจึงไม่ต้องยื่นแบบสำหรับรายการนั้นเอง

หากยื่นหรือส่งภาษีไม่ทันกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง จึงควรจดวันครบกำหนดไว้ทุกเดือน

เงินให้ใจขอตอบเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย (FAQ)

Q: ฟรีแลนซ์รับเงินจากบุคคลธรรมดา จะถูกหัก ณ ที่จ่ายไหม?

A: โดยทั่วไปไม่ถูกหัก เพราะหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าจ้างทำของหรือค่าบริการ ส่วนใหญ่เป็นของผู้จ่ายเงินที่เป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบุคคลธรรมดาจึงมักได้รับเงินเต็มจำนวน แต่ยังต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปรวมยื่นภาษีเงินได้ประจำปีตามปกติ จึงควรเก็บหลักฐานการรับเงินไว้ให้ครบ

Q: จ่ายเงินไม่ถึง 1,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?

A: ​​ไม่หักครับ ถ้ายอดรวมตามสัญญาไม่ถึง 1,000 บาท แต่ถ้ายอดรวมตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ต้องหักภาษีทุกครั้งที่จ่าย แม้จะแบ่งจ่ายครั้งละไม่ถึง 1,000 บาทก็ตาม

Q: ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือส่งล่าช้า ควรทำอย่างไร?

A: แม้จะลืมหักภาษีไว้ ผู้จ่ายเงินก็ยังต้องยื่นแบบและนำส่งภาษีตามจำนวนที่ควรหัก และต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีส่วนนั้น หากนำส่งล่าช้าจะต้องเสียเงินเพิ่ม​ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และอาจมีค่าปรับจากการยื่นแบบไม่ทันกำหนด เมื่อรู้ตัวจึงควรรีบยื่นแบบและชำระภาษีโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เงินเพิ่มสะสมมากขึ้น

สรุป

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นการชำระภาษีล่วงหน้าที่ผู้จ่ายเงินหักไว้แทนผู้รับเงิน อัตราจะต่างกันไปตามประเภทเงินได้ คำนวณจากยอดก่อน VAT และต้องนำส่งให้ทันกำหนดทุกเดือน ส่วนผู้ถูกหักควรเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ให้ครบ เพื่อใช้ตอนยื่นภาษีประจำปีและเป็นหลักฐานรายได้

อย่างไรก็ตาม เงินที่ได้รับหลังหักภาษี และรายรับที่บางครั้งเข้าไม่ตรงรอบ อาจทำให้การบริหารเงินหมุนเวียนตึงตัวขึ้น สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือฟรีแลนซ์ที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง สินเชื่อจำนำเล่มทะเบียนรถ จาก เงินให้ใจ เป็นอีกทางเลือกในการเสริมสภาพคล่อง เพื่อให้วางแผนการเงินได้อย่างอุ่นใจ โดยที่ยังมีรถไว้ใช้งานได้ตามปกติ

ข้อควรรู้ก่อนขอสินเชื่อรถแลกเงิน

สำหรับใครที่ต้องการขอสินเชื่อ สินเชื่อรถแลกเงินเป็นหนึ่งในคำตอบและวิธีการที่ดีของคุณ โดยบริษัท เงินให้ใจ จำกัด เป็นบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งปัจจุบันลูกค้าสามารถขอใช้บริการได้ที่ ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คำนวณวงเงินสินเชื่อและสมัครสินเชื่อได้ทันทีที่ https://www.ngernhaijai.com/

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี สินเชื่อจำนำเล่มทะเบียนรถ แบ่งเป็นกรณีบุคคลธรรมดา 12.82% - 24.00% และกรณีนิติบุคคล 9.50% - 15.00% และ สินเชื่อโอนเล่มทะเบียนรถ แบ่งเป็นกรณีบุคคลธรรมดามีวัตถุประสงค์ใช้รถเพื่อการส่วนตัว 6.08% - 15.00% และกรณีบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ใช้รถเพื่อการพาณิชย์ 6.08% - 26.62%

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Website : https://www.ngernhaijai.com/

Line : https://เงินให้ใจ.com/FL3ZAr

เงินให้ใจ โทร : 02 078 8899

เงินให้ใจ | รถแลกเงิน วิ่งสู่ทุกโอกาส รู้ผลอนุมัติไว

บริการสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อรถแลกเงินจากเงินให้ใจ สำหรับคนที่ต้องการสินเชื่อเงินด่วน แต่รถยังมีขับ รู้ผลอนุมัติไว ผ่อนสบาย รับรถหลายประเภท สมัครได้แล้ววันนี้

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569

บทความอื่น ๆ

DSR คืออะไร คำนวณยังไง

DSR คืออะไร? เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อ

DSR คืออะไร คำนวณยังไง? รู้จัก Debt Service Ratio หรืออัตราส่วนภาระผ่อนชำระต่อรายได้ พร้อมวิธีคำนวณ และวิธีลด DSR ก่อนยื่นขอสินเชื่อ

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569

ค้ำประกัน

ไขข้อสงสัย! ผู้ค้ำประกันคือใคร ถ้าขอสินเชื่อไม่ต้องมีคนค้ำได้ไหม?

การค้ำประกัน คืออะไร ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่และความรับผิดอย่างไร เช็กคุณสมบัติ สิทธิตามกฎหมาย และทางเลือกขอสินเชื่อแบบไม่ค้ำ ไม่ต้องใช้สลิป

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569

อัตราดอกเบี้ยรถมือสอง

เช็กอัตราดอกเบี้ยรถมือสอง พร้อมวิธีคำนวณ ทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ!

เช็กอัตราดอกเบี้ยรถมือสอง 2569 ตามกฎหมาย พร้อมวิธีคิดดอกเบี้ยรถมือสอง ตัวอย่างคำนวณค่างวด และข้อควรรู้ก่อนเลือกไฟแนนซ์ให้เหมาะกับงบของคุณ

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2569